การสร้างวัฒนธรรมแห่งการเปลี่ยนแปลง
จดหมายข่าวรายเดือน สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ ปีที่ 4 ฉบับที่ 39 มิถุนายน 2546

ผ่านไป 3 เดือนแล้วที่ศาสตราจารย์ ดร.โรเบิร์ต เอส. แคพแพลน (ROBERT S. KAPLAN) แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ผู้เป็นเจ้าของ BALANCED SCORECARD ได้มาบรรยายในประเทศไทยเมื่อวันที่ 12-13 มีนาคม โดยการประสานความร่วมมือกันของหลายฝ่ายซึ่งได้รับความสนใจค่อนข้างมาก และเช่นเดียวกันกับทุกครั้ง เมื่อมีบรมครูจากประเทศตะวันตกมาบรรยายแนวความคิดแนวความคิดใหม่ๆ ก็จะมีการวิพากษ์วิจารณ์กันสักพักแล้วก็เงียบหายไปไม่ว่าจะเป็นเรื่อง REENGINEERING ที่ ดร.ไมเคิล แอมเมอร์ต้นฉบับตัวจริงเสียงจริง รับเชิญจากธนาคารกสิกรไทยมาพูดที่ศูนย์สิริกิติ์เมื่อหลายปีก่อน หรือการที่ ดร.ฟิลลิป คอตเตอร์ รับเชิญจากสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทยมากระตุ้นความคิดด้านการตลาด 3-4 ปี ผลก็เป็นแบบเดียวกัน คือ วูบวาบแล้วก็หายไป

ปัญหาสำคัญของนักบริหารในบ้านเราก็คือการขาดวัฒนธรรมในการเปลี่ยนแปลง หรืออีกนัยหนึ่งก็คือไม่ได้ให้ความสนใจเรื่องการเปลี่ยนแปลงมากนัก จะเรียกว่าคนไทยใจเย็นต่อการเปลี่ยนแปลงเอามากๆก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่พอจะคาดการณ์ได้ หรือการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันก็ตาม อาจเป็นเพราะคนไทยมีความเป็นอยู่ที่สงบสุข ไม่มีภัยธรรมชาติรุนแรง เช่น แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด หรือหิมะตกหนักหนาวจัดเป็นเดือนๆ และแผ่นดินไทยก็อุดมสมบูรณ์ถึงขนาดในน้ำมีปลาในนามีข้าว และบ้านเมืองก็ร่มเย็นด้วยพระบารมีปกเกล้าฯ มาทุกยุคทุกสมัย ดังนั้นคนไทยเวลามีทุกข์ก็จะเชื่อว่าพระสยามเทวาธิราชต้องคอยปกป้องคุ้มครองตลอดเวลาให้เรื่องร้ายกลายเป็นดีจนบางครั้งใจเย็นมากเกินไปจนต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยราคาแพงเกินความจำเป็น

ศาสตราจารย์ ดร.โรเบิร์ต อาร์ เบลค (ROBERT R.BLAKE) แห่งมหาวิทยาลัยเท็กซัสที่เมืองออสตินผู้เป็นเจ้าของทฤษฎีกริดเชื่อว่า การเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้และคนเราอาศัยอยู่ในโลกของการเปลี่ยนแปลง ดังนั้นหากเราไม่เตรียมรองรับการเปลี่ยนแปลงแล้ว เราก็จะกลายเป็นเหยื่อของการเปลี่ยนแปลงเสียเอง ดังนั้นหลักสูตรการบริหารการเปลี่ยนแปลงหรือ CHANGE MANAGEMENT และการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์การหรือ CORPORATE CULTURE CHANGE จึงได้รับความสนใจสูงมากเพราะหากองค์กรใดไม่มียุทธศาสตร์ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว ระบบการบริหารการจัดการสมัยต่างๆที่องค์กรตัดสินใจนำมาประยุกต์ใช้ก็จะไม่ยั่งยืนและบรรลุผลได้ยาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง QCC หรือ 5ส หรือ JUST IN TIME หรือ SEVEN HABITS หรือ SIX SIGMA และรวมไปถึง REENGINEERING และ BALANCED SCORECARD นี้ด้วย

ดังนั้นองค์กรจะต้องรีบสร้างวัฒนธรรมแห่งการเปลี่ยนแปลงและปลูกฝังให้อยู่ในทัศนคติ ค่านิยม ความเชื่อ และพฤติกรรมการทำงานของพนักงานทุกคนโดยรีบด่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจหรือแม้แต่ธุรกิจเอกชนที่ท่านผู้นำสูงสุดขององค์กรมีบทบาทในการกำกับชี้นำสูงมาก ดร.เบลค ถึงกับระบุว่าการเปลี่ยนแปลงที่สำเร็จนั้นจะต้องมีเงื่อนไข ได้แก่ THEORY คือ ให้ทุกคนได้เรียนรู้ทฤษฎีเดียวกันเพื่อจะได้พูดภาษาเดียวกันและเข้าใจตรงกัน STRIP AWAY / SELF DECEPTION คือ ให้เลิกหลอกตัวเองเพื่อจะได้มีจิตเที่ยงในการสำรวจตัวตนและทุกส่วนขององค์กรอย่างเที่ยงธรรม MOTIVATION คือ หาสิ่งจูงใจในการสร้างการเปลี่ยนแปลงเพื่อเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดความมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนแปลงนั้น และสุดท้ายคือ TEAM SUPPORT คือ ทุกหน่วยงานจะต้องสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรมและได้ผลโดยทฤษฎีกริดได้เสนอให้ทำการเปลี่ยนแปลงแบบ CHANGE BY DESIGN หรือการเปลี่ยนแปลงด้วยการให้พนักงานมีส่วนร่วมในการกำหนดยุทธศาสตร์การเปลี่ยนแปลงนั้น ด้วยความเชื่อที่ว่าไม่มีใครรู้จักองค์กรดีเท่ากับพนักงาน และไม่มีใครรักองค์กรมากกว่าพนักงาน ดังนั้นพนักงานเท่านั้นจะเป็นผู้ร่วมกันกำหนดยุทธศาสตร์ในการเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลที่สุด

นับตั้งแต่ท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ได้นำหลักการ”คิดใหม่ ทำใหม่” เข้ามาใช้ในระบบราชการและได้เน้นย้ำให้ทุกคนได้ตระหนักถึงสัมฤทธิ์ผล (RESULTS) มากกว่ากระบวนการ (PROCESS)และปัจจัยการทำงาน (RESOURCES) ซึ่งเดิมระบบราชการจะมุ่งเน้นปัจจัยการทำงานและกระบวนการมากกว่าสัมฤทธิ์ผล จนท่านนายกฯถึงกับระบุชัดเจนว่าหากกระบวนการทำงานใดเป็นอุปสรรคต่อสัมฤทธิ์ผลแล้ว ก็ต้องปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานเสียใหม่ ดังนั้นในยุคของการปฏิรูประบบราชการตลอดจนถึงการปฏิรูปการศึกษา หน่วยงานราชการทั้งหลายจึงได้เริ่มศึกษาหาความรู้ถึงความจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนแปลงโดยยกเอาวิกฤตการณ์เป็นตัวผลักดันให้ข้าราชการน้อยใหญ่ต้องขยับตัวและปรับเปลี่ยนไปในทิศทางที่ต้องการ

ในปีนี้ผมภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในการสร้างวัฒนธรรมการเปลี่ยนแปลงให้กับหน่วยราชการหลายแห่งด้วยทฤษฎีกริดเพื่อพัฒนาผู้บริหาร พัฒนาทีมงาน และพัฒนาวัฒนธรรมองค์การ เช่น สภาพัฒน์ฯ นำโดยท่านเลขาธิการ จักรมณฑ์ ผาสุกวนิช สำนักงาน ป.ป.ช.นำโดยท่านเลขาธิการกล้าณรงค์ จันทิก กระทรวงศึกษาธิการนำโดยท่านปลัดกระทรวง ดร.กษมา วรวรรณ ณ อยุธยา และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนนำโดยท่านเลขาธิการสมพงษ์ วนาภา เป็นต้น โดยข้าราชการระดับสูงทุกคนได้เข้าร่วมสัมมนาเชิงปฏิบัติการเข้มข้นเพื่อสร้างวัฒนธรรมในการเปลี่ยนแปลงทั้งตัวบุคคล คือ ทัศนคติ ค่านิยม ความเชื่อ และพฤติกรรมในการทำงาน และหน่วยงาน คือ สร้างบรรทัดฐานและมาตรฐานการทำงานใหม่ ตลอดจนองค์การ คือ สำรวจวัฒนธรรมองค์การที่เป็นอยู่เพื่อปรับเปลี่ยนให้วัฒนธรรมองค์การที่อยากจะให้เป็นด้วยการทำงานแบบร่วมแรงร่วมใจให้องค์กรมุ่งสู่ความเป็นเลิศ

แต่ทุกวันนี้ยังมีหน่วยงานอีกมากที่รู้ทั้งรู้ว่าจะต้องเปลี่ยนแปลงแล้ว แต่ก็ยังเพิกเฉยเพราะยังไม่เดือดร้อนถึงตัวก็เลยยังไม่ขยับตัว ซึ่งอาจจะต้องเสียใจเพราะกว่าจะรู้ตัวอีกทีก็สายไปเสียแล้วครับ